วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

lovely GrandPa 2



กลางดึกคืวันศุกร์เวลาประมาณเกือบเที่ยงคืน ฉันนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์

เสียงโทรศัพท์บ้านดังขึ้น เวลานี้จะมีใครนอกจาก ร.พ. ในเวลานั้นเสียงโทรศัพท์

จาก ร.พ. เป็นสิ่งที่ทุกคนในบ้านกลัวที่สุด ยิ่งโทรมาเวลาฉุกเฉินแบบนี้ก็ยิ่งไม่

อยากรู้ ฉันพยายามจับใจความที่แม่พูดโต้ตอบกลับไปด้วยใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ

มันรู้สึกหวิวๆ บอกไม่ถูกแล้วแม่ก็รีบไปแต่งตัว บอกแค่ว่า ร.พ.โทรให้ไปดูคนไข้

ฉันตัดสินใจโดยไม่คิดเลยว่าต้องไปด้วย แล้วรีบขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าข้างบน

ตอนนั้นก็คิดถึงคำพูดที่แม่ถ่ายทอดจากพยาบาลให้ฟังว่า ญาติจะเข้าไปดูคนไข้มั้ย

ไปดูอาการหน้าห้อง มันหมายความว่าอย่างไร ?? ทำไมต้องไปดูอาการตอนนี้

ขณะยืนรอน้าข้างบ้านไปพร้อมกัน ใจฉันก็คิดไปต่างๆ นาๆ ไม่รู้ที่หน้าห้องฉุกเฉิน

เกิดอะไรขึ้น ตอนนี้ที่เตียงคนไข้เป็นอย่างไรบ้าง ดวงตาเหม่อลอยและความคิดที่

สับสนนั้นไม่ได้ช่วยให้ได้คำตอบอะไร จนกระทั่งทุกคนได้ขึ้นรถออกจากบ้านมา

เรื่องที่คุยกันในรถ ก็มีแต่เรื่องขอพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย สวดมนต์ภาวนาอ้อนวอน

ในใจฉันอยากให้ตาอดทนอีกนิดรอให้ผ่านคืนนี้ไปให้ได้ รอให้หมอมาดูอาการ รอให้

ทุกอย่างดีขึ้น รอให้หายเจ็บป่วยแล้วเรา ..จะกลับบ้านด้วยกัน

เมื่อถึงหน้า ร.พ.ทุกคนต่างรีบลงมาก่อนให้น้าเอารถไปจอด ฉันและแม่รีบเดินจนเกือบ

เรียกได้ว่าวิ่งไปที่ห้องฉุกเฉิน พอเราทั้งหมดเข้าไปดูตาพยาบาลอธิบายอาการให้ฟัง

แต่ฉันฟังอะไรไม่รู้เรื่องจริงๆ ไม่รู้เค้าตามพวกเรามาทำไม อาการตาแย่แค่ไหนแล้ว

แต่แล้วพยาบาลก็ให้เราไปรออยู่ที่พักญาติด้านนอก ฉันรู้สึกเคืองในใจอย่างมาก ก็ใน

เมื่อเรียกมาแล้วให้รอกระวนกระวายอยู่นอกห้องทำไมวะ ทุกคนรออยู่ที่โซฟาจนประมาณ

ตีสองฉันชวนแม่เข้าไปดูตา ฉันยืนมองตาที่เหมือนจะไม่รับรู้อะไร แต่ที่ฉันข้องใจคือ

ตอนนี้ตารู้สึกเจ็บปวดหรือเปล่า ?? ดวงตาตอนนี้เหมือนไม่ตอบสนองอะไรแล้วฉันเริ่มจะ

ใจไม่ดี แต่ก็ต้องกลับออกไปรอข้างนอก จนแม่บอกว่าตีสี่ค่อยมาหาตาใหม่นะ

ฉันนั้งหลับคาโซฟาด้วยความอ่อนเพลีย จนตีสี่จะชวนแม่เข้าไปหาตา แต่แม่บอกเค้าจะเช็ดตัว

คนไข้ให้รอเดี๋ยว ก็เลยจะรอจนหกโมงเช้าพอยายมาตอนเช้าพวกเราก็พากันไปเยี่ยมตาอีกครั้ง

เมื่อไปล้อมรอบเตียง เราสังเกตเห็นน้ำสีแดงไหลย้อนออกมาทางสายยาง น้าถามพยาบาลว่า

นี่น้ำอะไร "คนไข้เลือดออกค่ะ เพราะหัวใจหยุดเต้นไปแล้วรอบนึงแล้วปั๊มขึ้นมา แต่คนปั๊มเป็น

ผู้ชายแรงเยอะ อาจทำให้ซี่โครงหักได้หรือข้างในบอบช้ำ และคนไข้ก็ไม่ฉี่เลยให้น้ำเกลือให้ยา

ไปเยอะมากแต่ไม่ถ่ายออกมา ตอนนี้มันเลยย้อนออกมาอย่างที่เห็น" น้ำสีแดงผสมกับยาและ

อาหารทะลักออกมาไม่หยุดและเริ่มเปื้อนเตียง ทุกคนรีบพายายออกไปข้างนอกเพราะไม่อยาก

ให้เห็น ฉันก็รีบออกไปเหมือนกันเพราะไม่อยากเห็นภาพนั้น แล้วพยาบาลก็ขอให้เราออกไปข้าง

นอก เพราะจะทำความสะอาดคนไข้ ฉันนั่งอยู่ที่โซฟาตัวเดิมไม่รู้จะพูดอะไรไม่รู้ว่าควรคิดอะไร

ฉันต้องร้องไห้ หรือทำจิตใจให้เข้มแข็งกันแน่ ไม่นานพยาบาลก็วิ่งออกมาบอกว่า "คนไข้หัวใจ

เต้นอ่อนแล้วค่ะ" ทุกคนกรูกันเข้าไปอีกครั้ง ฉันมองเครื่องมือแพทย์ที่มีสายระโยงระยางเต็มไปหมด

ไม่รู้อะไรเป็นอะไร เส้นไหนไว้ทำอะไร แต่ตัวเลขบอกอัตราการเต้นของหัวใจที่ค่อยๆ อ่อนลงเรื่อยๆ

มันทำให้ฉันใจหาย

วันเสาร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

TOT

TOT สามตัวอักษร ที่ดูแล้วหมายถึงอาการเศร้าอ้าปากน้ำตาเล็ด
แต่ตอนนี้ในชีวิตฉันมันหมายถึง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ซึ่งฉันกำลังจะสมัครเข้าทำงานที่นี้และแน่นอน BlueSky สมัคร My Honey ก็สมัครด้วยเช่นกัน^_^ แต่ด้วยความนูปหรือซวยก็มิอาจพิสูจน์.. เราได้สมัครในตำแหน่งเดียวกัน ซึ่งรับแค่ 1 คน *o* เอาน่า ใครได้ก็ดีทั้งนั้น ขอให้ได้แล้วกัน ^.^ แต่ด้วยสาเหตุนี้ทำให้เราได้มานัดนั่งติวหนังสือด้วยกัน(L) วันแรกที่ติวคือ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ สถานที่ติว McDonald's โรงแรม Marriott Resort & Spa กรุงเทพ


วันนั้นเป็นวันครบรอบวันคบกันของเราสองคน (10 เดือนแล้วนะ ^^)
เราสั่งเบอร์เกอร์มากินคนละชุด พร้อมไก่วิง 4 ชิ้น นั่งตั้งแต่เที่ยงจนค่ำ (เพิ่งรู้ว่าซื้อโค้ก 1.25 ลิตร ถ้ามีแก้วน้ำของ Mc จะสามารถไปเติมน้ำแข็งเปล่าได้เรื่อยๆ ^o^ ) ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการกินและวาดรูป คุยเรื่องนิยาย *o* แต่ก็อ่านหนังสือได้ไม่น้อย(และไม่มาก -_-") อาหารเย็นที่กินด้วยกันคือข้าวหน้าเป็ดและข้าวหน้าเป็ดพะโล้ -คิดถึงเธอจัง- >_<

วันที่สองห่างจากวันแรก 7 วันเรานัดติวกันที่เดิม BlueSky เดินทางไปอย่างรวดเร็ว(แต่ก็สายอยู่ดี T_T) My Honey ใส่ชุดสี่ชมพูลวดลายไม่คุ้นตา(คล้ายผ้าปาเต๊ะ) แต่ก็ดูน่ารักเหมือนเดิม วันนี้มีเซอร์ไฟร์แอบจ๊ะเอ้! ณ มุมตึก อิอิ วันนี้นั่งติวกันใกล้ทางเข้าด้านข้าง(ใกล้ที่ทิ้งขยะด้วย -_-) วันนี้ได้ติวกันจริงจังซะที My Honey ทำคะแนนจากบททดสอบได้ไม่น้อย วันนี้เราสั่งอาหารชุดเดิม และนั่งสวีทเหมือนเดิม >_< ขากลับแวะกินอาหารร้านเดิม แต่ BlueSky สั่งข้าวมันไก่ เราอำลากันด้วยความคิดถึง อีกสามวันเจอกันนะ ^^

 
Mc แมริออท
นั่งอ่านหนังสือเตรียมสอบ วันที่ 14 กุมภา
TOT หวังว่าคนใดคนหนึ่งจะสอบได้นะ
การได้งานทำ จะทำให้รู้สึกมีแก่นสารขึ้นหรือเปล่า
(ถ้าได้ทำจริงๆ อาจเสียใจก็ได้ ฮือๆ)
ขอให้เราทั้งคู่ โชคดีแล้วกันนะ


คัดลอกจากสมุดวิชา EXERCISE BOOK (ENG.026ก)

ด้วยโดนัทรูปใจและจดหมายสองฉบับ.. Love""" จ๊ะ

Wish Good Luck

วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

lovely GrandPa

in memorise



เช้าตรู่ของวันเสาร์ ที่ 16 ม.ค.53 ฉันนั่งรถกลับจากโรงพยาบาล
เวลาตอนนั้นคือ ประมาณเกือบ 8 โมงเช้า สองข้างทางที่รถผ่าน
ฉันเฝ้ามองดูผู้คนที่ใช้ชีวิตยามเช้าตามปกติ พวกเค้าคงทำกิจวัติ
ประจำวันเหมือนเดิม มีเพียงครอบครัวเรา ที่ไม่เหมือนเดิม......
ระยะทางระหว่างรพ.ถึงบ้านนั้น ฉันรู้สึกว่ามันไกลเหลือเกินตลอดทาง
ฉันยังคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่เรื่องจริง นี่มันคงเป็นเหมือนฝันร้าย
ที่แค่ฉันตื่นขึ้นทุกอย่างก็จะกลับมาเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้มันไม่ใช่
...ตอนประมาณ 7 โมงฉันและบางคนในครอบครัวยืนอยู่รอบๆเตียง
คนไข้ พวกเราแม้รู้อยู่แก่ใจว่าอาการของตาเป็นเช่นไรในตอนนี้
แต่มันเกินจะรับได้จริงๆ ทุกคนต่างเข้าไปบอกลาเป็นครั้งสุดท้าย
ใกล้ๆกับหูตา แต่ฉันยืนนิ่งอยู่ปลายเตียง มือจับปลายเท้าตาไว้ ฉัน
ไม่ได้พูดสิ่งใดออกไป แต่สิ่งที่คิดอยู่ในใจคือ "รักตานะ รู้ใช่มั้ย"
คลื่นหัวใจเต้นอ่อนลงเรื่อยๆ พอเป็นศูนย์ ทุกคนร้องไห้ออกมา
เสียงสะอื้นรอบเตียงดังขึ้น น้ำตาของฉันไหลออกมาแต่ไร้เสียงใดๆ
ฉันมองตา ลูบขาตาไปมา กราบเท้าท่านเป็นครั้งสุดท้าย และเดิน
ออกมาจากห้อง ICU ในใจยังคิดว่าท่านยังไม่ตาย อาจมีใครมาช่วย
ปั๊มหัวใจท่านอีกครั้ง เดี๋ยวพยาบาลต้องวิ่งออกมาแล้วบอกว่า
"หัวใจเต้นแล้วค่ะ" ฉันยังคงนั่งอยู่หน้าห้อง ICU แต่แยกตัวออกมา
ให้ผู้ใหญ่จัดการเรื่องต่างๆ ซึ่งต้องรอหมอมาตรวจและเซ็นต์ออกใบ
มรณะอีกที ในหัวฉันยังไม่คิดเรื่องอื่น นอกจากมองไปนอกหน้าต่างคิด
เรื่องราวต่างๆมากมายที่ผ่านมา ทุกเรื่องราวไม่มีลำดับ พวกมันพยายาม
แทรกตัวเข้ามาในความคิดของฉัน ฉันนิ่งไปนานกว่าจะเริ่มรู้สึกถึง
ความว่างเปล่า แล้วน้ำตาก็เริ่มไหลอีกครั้ง คราวนี้ฉันสะอื้นตัวโยน
เหมือนกับฉันเพิ่งจะรับรู้ว่า เลข 0 ในห้อง ICU นั้นหมายถึงอะไร 



วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

แผ่เมตตาให้ศัตรู

เครดิต : ปิยโสภณ
เผยแพร่เป็นธรรมทาน

ศัตรูตัวใหญ่คือใจเราเอง ศัตรูภายนอกไม่ร้ายแรงเท่ากับศัตรูภายในศัตรูภายนอกนอนคนละบ้านแต่ศัตรูภายในเรานอนกอดทุกวันการให้อภัยศัตรูใดๆเริ่มต้นที่ใจเราเอง วิธีเริ่มต้นให้เริ่มจาการคิดบวก พูดบวก ทำบวกให้เป็นนิสัยไม่ฝึกนิสัยมองคนในแง่ร้ายการคิดลบคิดร้ายคือการเพาะเชื้อมะเร็งแก่ตนเองโดยไม่รู้ตัวถ้าอยากมีความ สุขใจ ไม่เพาะเชื้อมะเร็งขอให้เรามาแจกรอยยิ้มให้แก่กันให้อภัยแผ่เมตตาไม่เสียเงินไม่สิ้นเปลืองใดๆ


 
การผูกอาฆาตพยาบาท จองเวรให้ผลข้ามภพ
ข้ามชาติถ้าเราเปรียบภพชาติเหมือนคืนวัน
การนอนหลับเหมือนการตายการตื่นจากหลับ
เหมือนการเกิดภพชาติก็ใกล้ตัวเราเข้ามาการ
ผูกอาฆาตพยาบาท เหมือนการเข้านอนโดย
ไม่ได้อาบน้ำชำระร่างกาย หลับก็ไม่เป็นสุข
ตื่นมาก็ไม่สดชื่น






ในแต่ละวันจิตใจของเราเก็บเกี่ยวเฉี่ยวโฉบอารมณ์ รัก โลภ โกรธ หลง อิจฉา นินทา อาฆาต พยาบาท ขุ่นแค้น ขัดเคือง นานาชนิดเอาไว้ถ้าไม่มีวิธีชำระใจก็จะเกิดสนิมใจขึ้นมาคนไม่อาจนอนได้อย่างมีความสุขหากไม่ชำระร่างกายฉันในใจที่ไม่ชำระจะทำให้ฝันร้ายอารมณ์หงุดหงิดหลับไม่สนิทฉันนั้นการอโหสิกรรมให้แก่คนที่เรารักทำได้ง่ายแต่คนที่เราชังทำได้ยากถึงกระนั้นเราก็ต้องทำให้ได้ การแผ่เมตตาให้ศัตรูที่เขียนไว้นี้พอเป็นแนวทางให้ท่านทั้งหลายฝึกปฎิบัติเพื่อวันหน้าภพหน้าเราจะได้ไม่มีใครเป็นศัตรูต่อไปเป็นการชำระจิตใจของเราให้สะอาดทุกวันๆ เพื่อให้มั่นใจว่าแม้วันนี้เราจะต้องตายจากไปเราก็รู้สึกไม่ได้เป็นศัตรูกับใครไม่มีใครเป็นศัตรูกับเราไม่มีหนี้เวรกรรมใดๆจะต้องไปชดใช้กับใครในพบอื่นชาติโน้นใจเราก็เป็นสุขสบายใจเขาก็เอิบอิ่มเป็นบุญ




เริ่มต้นที่เรามิใช่รอให้เขาเริ่มต้น เริ่มต้นวันนี้มิใช่รอให้ถึงพรุ่งนี้เพราะพรุ่งนี้อาจไม่มีเราการแผ่เมตตาถึงคนที่เรารู้สึกว่าเขาเป็นศัตรูกับเราคือเรารู้สึกเกลียดชังเหลือเกินไม่อยากพูดด้วยไม่อยากร่วมงานด้วยไม่อยากเกี่ยวข้องไม่อยากเห็นหน้าโดยธรรมชาติของมนุษย์ยิ่งเกลียดยิ่งได้อยู่ใกล้ยิ่งโกรธก็ยิ่งถูกแกล้งเขาทำอะไรลงไปดูเหมือนจะขัดใจขวางหูขวางตาไปหมดเพราะเราตั้งใจไว้ผิดเสียแล้วเพียงแค่เห็นก็เป็นทุกข์เขาทำปากขมุบขมิบอยู่ไกลไม่ได้ยินเสียงเรายังคิดว่าเขากำลังด่าเราได้เราเป็นทุกข์เพราะความคิดทุกเพราะจินตนาการเป็นความผิดของเราเองมิใช่ความผิดของเขาบางทีเขาก็แกล้งให้เราเป็นทุกข์เพราะรู้ว่าให้ยาพิษแล้วเรายินดีรับมาดื่มเป็นความผิดของเราเองเรากำลังจุดไฟภายในเผาเราเอง



เราชอบพูดถึงคนที่เกลียดเมื่อพูดบ่อยๆอารมณ์นั้นก็จะฝังแน่นในใจแม้ไม่ปรารถนาจะเก็บความไม่ดีของคนนั้นไว้เขาหารู้ไม่ว่านั้นคือการนำขยะที่เน่าเหม็นมาเก็บไว้ในใจตัวเองการแผ่เมตตาให้คนที่เราเกลียดทำได้ยากแต่ถ้าทำได้แล้วก็จะสบายใจไปตลอดชีวิตอาจจะยากเพียงครั้งแรกครั้งเดียวครั้งต่อไปก็ง่ายยิ่งเราได้ปฏิบัติเป็นประจำจนเคยชินของยากก็เป็นของง่ายทุกอย่างก็ถือเป็นปกติและความรู้สึกเป็นศัตรูหรือโกรธ เกลียด อาฆาต พยาบาท ก็จะเลือนหายไปจากใจเรากระทั่งหมดสิ้น




วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

My name is Blue Sky.

Hello!Word, You are beautiful ^^

ฉันคือท้องฟ้าที่สดใส ครั้งแรกที่ฉันลืมตามาบนโลกใบนี้
โลกนี้ช่างน่าสนใจ ฉันเริ่มต้นด้วยการอยู่ในโลกใบเล็กๆ
และค่อยๆขยายมันออก โลกที่กว้างใหญ่ทำให้ฉันตื่นตาตื่นใจ


เมื่อฉันโตขึ้นโลกใบนี้ก็ยังคงน่าสนใจอยู่เสมอ
สายน้ำ ภูเขา ต้นไม้ สรรพชีวิตและเหล่าบรรดาผู้คน
ล้วนทำให้ฉันได้เรียนรู้ ว่าฉันคืออะไรและเกิดขึ้นมาเพื่ออะไร


ล่องลอยกลางท้องฟ้า

ท้องฟ้า..โอ้ ช่างสวยงามและดูยิ่งใหญ่ ฉันมองไปทุกครั้งที่ฉัน
จินตนาการถึงโลกใบนี้...


ท้องฟ้าเธอช่างดูน่าหลงไหล เธอทำให้ใครต่อใครอารมณ์ดี
ยามเมื่อเธอสดใส ทุกคนต่างพากันสดใส ต้นไม้ สรรพสัตว์
น้อยใหญ่รักเธอ ฉันก็รักเธอ ฉันอยากเป็นแบบเธอจัง
ดังนั้นฉันจะเป็นแบบเธอ เป็นท้องฟ้าที่สดใส ให้ทุกคนอารมณ์ดี
เมื่อเห็นฉัน


เป็นดั่งฟ้า

โดย ท้องฟ้าสดใส

What is Destiny ?



การที่คุณจะรักใครซักคนมันเป็นเพราะคุณ ไปอยู่ในที่ที่เหมาะเจาะ
ในเวลาที่เหมาะสม หรือเปล่า ? เป็นความบังเอิญที่คุณจำเป็นจะต้อง
เดินทางเส้นทางที่ไม่เคยผ่าน เข้าเรียนในสถาบันที่ไม่เคยคิดฝัน
หรือพบกับใครที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน หรือเปล่า?


คนบางคนรู้จักกันมานาน ต่างได้คบและควงคนอื่นมาก่อน
แต่สุดท้ายก็กลายมาลงเอยด้วยการคบกันเอง

คนบางคนเพียงได้เจอแค่ครั้งเดียวก็ต่างรู้ซึ่งกันและกันว่าเป็น
คนที่ตามหากันอยู่



 
ความรักหนอ เจ้าเกิดขึ้นเพราะอะไร ความพึงใจเมื่อแรกเห็น

หรือความผูกพันธ์เมื่อใกล้ชิด





 

 ความรักหนอ เจ้าถูกนำพามาด้วยสิ่งใด กาลเวลาที่ล่วงเลย

หรือจังหวะชีวิตที่คู่ควร




 




ความรักหนอ เจ้าจะอยู่กับผู้ใด ผู้ที่แสวงหาในความรัก

หรือผู้ที่ขยาดกลัวในตัวเจ้า












ความรักหนอ เจ้าจะอยู่ยาวนานซักเท่าไร ชั่วครู่ชั่วโมงแห่งรัก

หรือจะอยู่ตราบนิจนิรันดร์











ความรักหนอ เจ้าทำให้คนเจ็บเพราะเหตุใด เพราะเจ้าจากไปแล้ว

หรือเพราะเจ้ายังอยู่ในใจไม่เสื่อมคลาย











ความรักหนอ เจ้าอยู่ที่ใดกันเล่า อยู่ไกลสุดแสนไกล


หรืออยู่ใกล้เพียงชายตา












 


ความรักหนอ เจ้าถูกควบคุมด้วยสิ่งใด สมองอันซับซ้อน


หรือใจที่สับสน

















                          ไม่ว่ารักของเราจะเกิดขึ้นด้วยสาเหตุใด ขอให้งดงามตลอดไปเท่าลมหายใจจะมี